วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

การศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสไปสัมผัสระบบการพัฒนานักเรียนของนิวซีแลนด์ด้วยตนเอง เห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ควรที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครสนใจจะนำมาใช้บ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่อนาคตของชาติ 

ผู้เขียนในฐานะผู้ปกครองได้รับเชิญไปพบกับคณะครูเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนานักเรียน การที่ผู้ปกครองพบครูที่นี่แตกต่างจากที่ผู้เขียนเคยพบในบ้านเราที่เป็นการพบครูประจำชั้น 1-2 คน และพบทีเดียวกันทั้งห้อง ไม่มีเวลาให้ถามไถ่อะไรนัก เน้นเก็บเงินห้องบ้าง ขายบัตรขายโต๊ะอะไรต่าง บ้าง แต่ครั้งนี้ผู้เขียนไปพบกับคณะครู 4-5 คน เพื่อพูดคุยถึงการพัฒนานักเรียนคนเดียว ใจงี้เต้นตึกตักว่านักเรียนของเราไปทำอะไรผิดหรือเปล่าหว่า 

ด้วยความสงสัยจึงแข็งใจถามว่าทำอย่างนี้เป็นปกติหรือเปล่า เขาตอบว่าเป็นปกติเพราะเด็กแต่ละคนมีบุคลิกภาพและความสามารถแตกต่างกัน การพัฒนานักเรียนจึงต้องทำเป็นรายบุคคล จะทำเป็นกลุ่ม ไม่ได้ ว่าแล้วเขาก็นำผลการเรียนของนักเรียนมาให้ดูตามด้วยการวิเคราะห์เจาะลึกโดยมีข้อมูลประจำตัวของนักเรียนมาประกอบละเอียดยิบ ทั้งข้อมูลในชั้นเรียน ข้อมูลนอกชั้นเรียน และข้อมูลที่เจ้าของบ้านที่นักเรียนพักอยู่ด้วยรายงานมา

สำหรับนักเรียนของผู้เขียน ครูดูจากวิชาบังคับคืออังกฤษ เลข และพละ กับวิชาเลือกอีกสามวิชาคือภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการพูดคุยกับเด็กนักเรียนแล้ว เขาพบว่านักเรียนมุ่งเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยสายกฎหมาย รัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ เขาจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องวิธีคิดและภาษาของนักเรียน แม้เขาเรียนวิชาเหล่านี้ร่วมกับนักเรียนสายวิทย์และใช้ข้อสอบอัตนัยชุดเดียวกันก็จริง แต่ครูบอกว่าเวลาให้คะแนนจะต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายหรือความตั้งใจของเด็กแต่ละคน ให้คะแนนมาตรฐานเดียวกันไม่ได้ เช่น ถ้านักเรียนไปสายวิทยาศาสตร์ เขาจะตรวจให้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษแบบทั่วไป แต่ถ้าเด็กคนไหนมุ่งจะไปเรียนในสาขาที่นักเรียนของผู้เขียนสนใจ เขาจะเคร่งครัดกับวิชาภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ เอาเป็นว่าถ้าทำได้พอ กัน เด็กวิทย์จะได้คะแนนเป็นตัวเลขสูงกว่าเด็กที่มุ่งไปเรียนสายอื่น เพราะการเรียนกฎหมายก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี ต้องใช้ภาษาในการเรียนและการทำงานมากกว่าเด็กวิทย์ 

ผู้เขียนฟังแล้วทึ่งกับวิธีคิดของเขามาก นี่เป็นการพัฒนานักเรียนให้ตรงตามศักยภาพแท้ ถึงครูจะมีภาระต้องมานั่งแยกแยะว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร เขาก็เลือกที่จะทำเพื่ออนาคตของเด็ก ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่าการศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางจริง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง และไม่แปลกใจที่ว่าทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเขาจึงอยู่ในอันดับต้น ของโลก

นอกจากนี้ เขาไม่เน้นให้เด็กเอาแต่เรียน เขาว่าเด็กต้องอยู่ในสังคม ต้องมีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตสมกับวัย รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่าง เขาจึงส่งเสริมให้เด็กใช้เวลาว่างนอกจากการเรียนในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นให้มาก เขาแนะนำให้ทุกคนเข้าชมรมอย่างน้อยคนละชมรมสองชมรม และเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ เด็กในชมรมจะเป็นตัวแทนโรงเรียนในรุ่นต่าง ไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นเสมอ   จึงต้องมีการฝึกซ้อมเป็นประจำ ซึ่งเป็นการสร้างวินัยและความรับผิดชอบให้เด็กโดยปริยาย ไม่ใช่อยู่แบบตัวใครตัวมัน หรือถือประโยชน์ส่วนตัวของกูมาก่อน ผลลัพธ์ที่ดีจึงตกแก่สังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการเคารพผู้อื่น การเคารพกฎเกณฑ์ของสังคม การคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

บ้านเราท่องกันว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่เป็นจริงหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเด็กถูกส่งออกไปเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลเพื่อให้สามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ หลายคนถึงขนาดยอมจ่ายค่าแปะเจี๊ยะจำนวนมากเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนระดับท้อป แต่พอเข้าไปแล้วก็ยังไปเรียนพิเศษกันอีก กลายเป็นว่าเครื่องแบบนักเรียนเป็นชุดอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องมีของดีไว้ใส่ แต่ความรู้ต้องไปขวนขวายเอาจากการเรียนพิเศษ นับเป็นอะไรที่ประหลาดมาก เสียเงินสองต่อสามต่อ

ก็เล่าให้ฟังน่ะครับ





วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

อีกครั้งกับมาตรา 77 โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ทุกคนในสังคมต้องปฏิบัติตาม มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใครฝ่าฝืนสิ่งที่กฎหมายห้าม หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่กฎหมายกำหนด ต้องได้รับโทษ  

เพราะเหตุที่กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและมีโทษนี่เอง การตรากฎหมายแต่ละฉบับขึ้นจึง "ต้อง" ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบรอบด้าน และต้องนำความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวงมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน 

หลักการที่ว่านี้เป็นหลักการพื้นฐานในการร่างกฎหมายของประเทศประชาธิปไตยครับ "นักร่างกฎหมายไทย" ก็ยึดหลักนี้เช่นเดียวกัน วิธีทำงานจึงต่างจาก "นักออกกฎหมาย" ที่เขาเน้นความเร็วและปริมาณเป็นหลัก โดยนักร่างกฎหมายต้องคิดวิเคราะห์ให้รอบด้านประกอบกับรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อนแล้วจึงลงมือเขียน  ไม่ใช่อยู่ นึกอยากจะเขียนอะไรเป็นกฎหมายก็เขียนออกมา เพราะผลกระทบมันเยอะเนื่องจากกฎหมายใช้บังคับกับทุกคน

ตรงกันข้าม "นักออกกฎหมาย" เขาจะเน้นปริมาณเยอะ ในระยะเวลาน้อย ครับ ยิ่งออกกฎหมายได้มาก เขาถือเป็นผลงาน เวลาปั้มกฎหมายก็เอากฎหมายเก่า มาเป็นแบบหรือแนวการเขียน ไม่ได้คิดอะไรใหม่ ราวกับกฎหมายเก่ามันเป็นแบบมาตรฐาน ทั้ง ที่กฎหมายเก่าหลายฉบับที่เอามาเป็นต้นแบบเองก็มีปัญหา ก็ดันผ่าลอกมาได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เห็นอ้างกันว่ามันเป็นแบบ .. จริง ๆ โลกมันหมุนไปข้างหน้า แต่เราไปลอกกฎหมายเก่า ตรรกะมันประหลาดชอบกล .. แล้วมาบ่นกันว่ากฎหมายไม่ทันสมัย .. ทำอย่างนี้มันจะทันสมัยได้อย่างไรล่ะครับ .. มันก็วนไปวนมาอยู่นั่นเอง .. 

กฎหมายบางฉบับ นักออกกฎหมายผ่าไปเอาร่างกฎหมายที่สภายังไม่รับหลักการเพราะมีปัญหาการคัดค้านกันวุ่นวายมาเป็นแบบก็มี .. เอาเข้าไป .. ของเก่ายังไม่รอดเลย อันใหม่มันจะไปยังไงกัน

"นักร่างกฎหมาย" เขาไม่ได้คิดถึงปริมาณของกฎหมายครับ แต่เขาคิดถึง "คุณภาพ" ของกฎหมาย (Quality of Legislation) เขาคิดว่ายิ่งมีกฎหมายมาก ยิ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนมาก อย่ากระนั้นเลย ทำกฎหมายให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบท (Context) หรือความต้องการของสังคมน่าจะดีกว่า และเนื่องจากบริบทของสังคมหรือความต้องการของสังคมนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาหรือที่เรียกกันตามภาษาวิชาการว่ามันมีพลวัตร (Dynamics) แถมยุคดิจิทัลความต้องการของสังคมยิ่งเปลี่ยนเร็วหนักข้อขึ้นไปกว่าเมื่อ 40-50 ปีก่อนมากมายนัก นักร่างกฎหมายจึงต้องสังเกตสังกา (Observe) ความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ตลอดเวลา จะนั่งตีขิมเฉย ๆ ไม่ได้ สรุปได้ว่า เป้าหมายของนักร่างกฎหมายจึงได้แก่การทำกฎหมายให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม (Better Regulations for Better Lives) 

ถามว่าคุณภาพชีวิตของใครล่ะที่จะดีขึ้น คำตอบก็คือคุณภาพชีวิตของประชาชนทุก ๆ คนครับ และประชาชนที่ว่านี้คือรวมถึงประชาชนในยุคถัด ไป (Next Generation) ด้วย เพราะประชาชนในรุ่นถัด ไปย่อมมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ ที่ตำราวิชาการสมัยใหม่เขาเรียกว่า Right of the Next Generation ครับ บอกตรง ๆ ว่าความต้องการของคนในสังคมปัจจุบันและในอนาคตนั้นแตกต่างจากความต้องการของสังคมในยุคสมัยมองเตสกิเออร์ซึ่งเป็นไอดอลในใจของใครหลายคนไปไกลโขแล้ว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ได้นำหลักการร่างกฎหมายของนักร่างกฎหมายมาบัญญัติไว้ในมาตรา 77 "เพื่อประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน" ให้พ้นจากการตรากฎหมายที่ไม่มีการคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบครับ แต่มาตรานี้ดูจะเป็นที่ขัดเคืองของนักออกกฎหมายนิยมยิ่งนัก หลายท่านเกรงว่าจะทำให้ภารกิจการออกกฎหมายทำได้ยากและล่าช้า เพราะต้องเพิ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ และการวิเคราะห์ความจำเป็นในการตรากฎหมาย (regulatory impact assessment: RIA) เข้าไปด้วย แล้วจะออกกฎหมายอย่างไรกัน

คำถามของนักร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปก็คือ มาตรการที่เขียนไว้ในมาตรา 77 นั่นมันควรต้องทำไหม? ที่ผ่าน ๆ มาไม่มีการการวิเคราะห์ความจำเป็นในการตรากฎหมายอย่างจริงจัง ถามคำตอบคำ ไม่มีการศึกษาวิเคราะห์ในอย่างละเอียด กฎหมายที่ตราขึ้นจึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม แถมสร้างปัญหาใหม่ และทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ คนไม่เชื่อถือ 

การรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่ทั่วถึง จัดรับฟังให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น ผู้ได้รับผลกระทบจริง ไม่ค่อยได้มาแสดงความคิดเห็นหรอก คงมีแต่ขาประจำที่มาเน้นกินฟรี แถมจับไมค์พล่ามอยู่คนสองคนเพื่อให้เป็นข่าวตามสื่อ นอกจากนี้ ยังไม่มีการสร้างความรับรู้เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนก่อนด้วย เมื่อประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แถมยังขาดการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบอย่างจริง ๆ จัง ๆ หรือฟังไปงั้น เมื่อกฎหมายออกมาจึงถูกคัดค้านต่อต้านได้ง่าย คนในสังคมจึงไม่เชื่อไว้ก่อนเพราะไม่มีข้อมูลและที่ผ่านมาถูกหลอกจนเข็ด กฎหมายกลายเป็นเสือกระดาษ และพอเจ้าหน้าที่ที่มีไถยจิตไปเจอเสือกระดาษเข้า เชื่อไหมว่าพวกนี้มีเวทย์มนต์วิเศษที่เสกเสือกระดาษให้มีชีวิตและนำไปรีดไถชาวบ้านได้

จริง แล้วผู้เขียนเข้าใจว่านักออกกฎหมายคงอ่านมาตรา 77 ไม่เข้าใจ เพราะมาตรา 77 ที่ว่านี้เขาบอกว่ารัฐ "พึงทำ" อยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ "ไม่ใช่ต้องทำ" เพราะไม่ได้อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ เพราะ กรธ. เขารู้ว่าหรอกครับว่ากฎหมายบางเรื่องมันเอาออกรับฟังความคิดเห็นไม่ได้หรอก เช่น การขึ้น/การลดภาษี เป็นต้น เพราะมันอาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน หรือพระราชกำหนดที่ต้องตราขึ้นเป็นการด่วนและลับ จะเอาออกมาแบไต๋ก่อนได้ยังไง  

นอกจากนี้ เขาให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไป "ประกอบการพิจารณากฎหมายในทุกขั้นตอน" ครับ ไม่ได้บังคับให้ต้องไปฟังใหม่ทุกขั้นตอน เพียงแต่ว่าถ้าขั้นตอนไหนจะฟังเพิ่ม เขาก็ไม่ห้าม .. ยิ่งทำได้ก็ยิ่งดีว่างั้น จะได้รอบคอบขึ้น แต่ต้องไม่ใช่ฟังอยู่กลุ่มเดียวพวกเดียวที่มีเสียงดังออกสื่อเหมือนที่ผ่าน มา ต้องฟังกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง เพราะทุกกลุ่มคือองค์ประกอบของสังคม 

อ้อ เกือบลืมว่ามาตรา 77 นี่เขาบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายทุกรอบระยะเวลาด้วยนะครับซึ่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายฯ กำหนดไว้เบื้องต้นว่าต้องทำทุก ๆ 5 ปี หรือเร็วกว่านั้น ถ้าได้รับคำร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้อง กฎหมายไทยจะได้ทันสมัยกับเขาบ้าง ของเก่ามันก็ดีครับ แต่สำหรับยุคสมัยของมันเอง เมื่อจำเนียลกาลผ่านไปความทันสมัยมันก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ ต้อง modernise กันหน่อย ดู Software โทรศัพท์มือถือก็ได้ครับ เดี๋ยว ๆ เขาก็เตือนให้ upgrade กันแล้ว มันจะได้ทันความเปลี่ยนแปลงไงล่ะ 

ผมว่าเรามาช่วยกันพัฒนาคุณภาพของกฎหมายตามมาตรา 77 กันดีกว่าครับ จำนวนนั้นมากมายพอแล้ว ช่วยกันสร้างสิ่งดีงามกัน.

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

นึกไม่ถึงจริง ๆ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์

เมื่อวันก่อน คสช มีคำสั่งที่ 21/60 ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เพื่อแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและลดภาระแก่ประชาชนหลายฉบับ

ในคำสั่งนั้นมีข้อหนึ่งที่กำหนดว่าในการอนุมัติ อนุญาต จดทะเบียน หรือจดแจ้งใด ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ขออนุญาตต้องยื่นเอกสารใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติอนุญาตฯนั้นติดต่อกับหน่วยงานผู้ออกเอกสารนั้นเอง เพื่อลดภาระของประชาชน เหตุผลก็คือมันเป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ทำไมต้องผลักภาระให้ประชาชนด้วยเล่า ยิ่งเดี๋ยวนี้ใช้ระบบออนไลน์กันทั้งนั้น ก็เชื่อมข้อมูลกันเข้าสิครับ จะรออะไร

นอกจากนี้ ข้อนั้นยังกำหนดด้วยว่าถ้าทางราชการประสงค์จะได้สำเนาเอกสารของทางราชการที่ประชาชนมีในครอบครอง ก็ให้ขอยืมประชาชนไปทำสำเนาเอาเองแทนที่จะต้องให้ประชาชนไปถ่ายสำเนามาให้ และจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชนไม่ได้ด้วยนะ เหตุผลก็คือประชาชนไม่มีเครื่องถ่ายสำเนาที่บ้านหรอกครับ แต่หน่วยงานของรัฐมี แถมเดี๋ยวนี้ใช้แอปพลิเคชั่นในมือถือแสกนเป็น PDF file ได้อีก ทำไมจะต้องให้ประชาชนไปเสียสตางค์ด้วยเล่า

หลักการนี้ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเลย เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ในโลกเขาก็ทำ เสียงตอบรับในโซเชียลมีเดียยังบอกว่ารัฐบาลเพิ่งคิดได้หรืออย่างไร มันควรทำมาตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมามันเป็นภาระประชาชน

แต่เชื่อไหมครับว่ารุ่งเช้ามา มีคำถามเพียบจากหน่วยงานของรัฐว่าฉันปฏิบัติไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปซะงั้น

ผู้เขียนนึกไม่ถึงจริง ๆ นะครับว่าจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นได้ในยุคที่ทุกหน่วยงานมีอุปกรณ์ล้ำสมัยในการทำงานครบครัน แถมรัฐบาลยังมีนโยบายนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจังเพื่อบรรลุเป้าหมาย 4.0

จะว่าไปเรื่องนี้เป็นทางปฏิบัติที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ใช้การประสานงานระหว่างหน่วยงานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออีเมล์ปกติก็ทำได้แล้ว ใช้มือถือสแกนส่งยังได้เลย แถมข้อมูลยังน่าเชื่อถือกว่าอีกเพราะมาจากหน่วยงานจริง ๆ อีกทั้งแต่ละหน่วยก็รู้อยู่แล้วว่าต้องใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นใดบ้าง หน่วยงานก็ติดต่อประสานงานกำหนดวิธีการขอและรับส่งข้อมูลกันเสียให้เรียบร้อยเท่านั้น จะให้เชื่อมระบบข้อมูลกันเพื่อการนี้ก็ยังได้ ถ้ามุ่งจะลดภาระแก่ประชาชนจริง ๆ

เมื่อลองมาวิเคราะห์ดูว่าเป็นเพราะเหตุใด ผู้เขียนพบว่าน่าจะมาจากการที่ระบบราชการไทยทำงานแบบ rule base คือทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด พอให้คิดเองว่าต้องทำอย่างไรเลยไม่มีกฎเกณฑ์กำกับให้ทำ แต่บอกว่าทำอะไรไม่ได้ แค่นี้ก็ไปไม่เป็นเสียแล้ว

ในความเห็นของผู้เขียน ระบบการทำงานแบบนี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนา แค่ทำตามกฎเกณฑ์ชีวิตก็ไม่มีปัญหาแล้ว แถมได้คะแนนเต็ม 5 เสียอีก ทั้ง ๆ ที่ควรได้แค่ 1 คะแนนเท่านั้น เพราะไม่เกิด innovation ใด ๆ ที่พัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนเลย ประเทศก็ไม่พัฒนา

ไม่เชื่อลองไปดูคะแนนประเมินผลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต่าง ๆ ดูครับ คะแนนดีเด่นกันเกือบทั้งหน่วย ดีมากรองลงมา ดีเฉย ๆ เป็นเรื่องแปลก โครงสร้างความดีความชอบจึงเป็นปิระมิดหัวกลับ ตรรกะง่าย ๆ คือแต่ละหน่วยงานมีคนทำงานได้คะแนนดีเด่นเยอะแยะตาแป๊ะไก่ แต่ทำไมความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่กระเตื้องขึ้นเลย มันจึงต้องผิดปกติแน่แล้ว

บางทีเราอาจต้อง brush up ระบบราชการอย่างจริงจังเสียที เปลี่ยนระบบการทำงานและระบบประเมินผลการทำงานกันใหม่ ไม่ต้องมีตัวชี้วัดอะไรให้มากมายวุ่นวายนัก เอาผลงานเป็นตัวชี้วัด มีการเปิดเผยขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ด้วยก็พอ ให้หน่วยงานคิดนวัตกรรมการทำงานเพื่อลดภาระหรือต้นทุนให้แก่ประชาชนแข่งกัน ใครทำไม่ได้ก็จับไปอบรม กลับมาแล้วทำไม่ได้อีกก็ลงโทษกันไป

Impossible is nothing ครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

ว่าด้วยจิตวิญญาณ โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

เห็นจั่วหัวเรื่องมาอย่างนี้อย่านึกว่าผู้เขียนจะเปลี่ยนแนวไปเขียนเรื่องสยองขวัญหรือเรื่องหลอน ๆ อะไรนะครับ แนวนั้นผู้เขียนไม่สันทัด จริง ๆ ออกจะกลัว ๆ ด้วยซ้ำไปเพราะตอนเด็ก ๆ ดูละครผี ๆ สาง ๆ มากจนขี้ขึ้นสมอง ต่อเมื่อโตขึ้นจึงรู้ว่าผีไม่น่ากลัว คนเป็น ๆ นี่น่ากลัวกว่าเยอะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ผีไทยวิวัฒนาการไปทางฝรั่งและเอเชียตะวันออกมาก ยิ่งไม่น่ากลัว เพราะจากที่เคยมาแบบแลบลิ้นปลิ้นตาหรือแหวะอกหลอกหรือลอยมาแค่หัวกับเครื่องในอย่างผีกระสือนั้นแทบไม่มีแล้ว ไปแนวผีพอกหน้าขาวผมยาวปิดหน้ามาแบบนิ่ง ๆ เสียหมด สูญเสียอัตลักษณ์และเสน่ห์ของผีไทยไปอย่างน่าเสียดาย

จะว่าไป เรื่องวิวัฒนาการของผีข้างต้นก็เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่า "จิตวิญญาณแบบไทย ๆ" (Spirit of Thais) ของเรานั้นถูกกัดกร่อนไปมากจนน่ากลัว เพราะลุกลามไปถึงวงการผีแล้ว

ในทัศนะของผู้เขียน จิตวิญญาณ (Spirit) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของความสำเร็จและเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา

จริงอยู่ครับว่าการทำการทำงานต่าง ๆ นั้น เพียงทำตามระเบียบแบบแผนธรรมดาที่กำหนดมันก็เสร็จ มันก็เกิดผล ตามหลัก input > process > output แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง "ผลธรรมดา" ที่ต้องเกิดขึ้น มันไม่ต่างจากการผลิตด้วยเครื่องจักร แต่การงานใดที่ทำด้วยใจ มันจะทำให้เกิด "ผลที่มีคุณค่า" ผลที่ว่านี้มันทำให้คนทำสุขใจ คนรอบกาย(หรือสังคม)ก็สุขสม

ช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงที่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมาก เมื่อก่อนไปเพราะหนีร้อน แต่พอทางการญี่ปุ่นเขาโปรโมทการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เลยเลิกการขอวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวไทย คนไทยก็เลยแห่ไปกันเพราะจะไปดูซากุระบานแทนที่จะเล่นน้ำสงกรานต์

ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าเขียนถึงจิตวิญญาณในการทำงานอยู่ดี ๆ ไหงเลื้อยมาซากุระกับสงกรานต์ได้

จะว่าไปซากุระนั้นเป็นสัญลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น มีคุณตาคนหนึ่งชื่อ Toemon Sano อายุเกือบเก้าสิบปีแล้ว ท่านเป็นภูมิสถาปนิกและหลงใหลซากุระมาก คุณตาและบรรพบุรุษสองรุ่นก่อนต้องต่อสู้กับนักพัฒนาที่ดินมาตลอดชีวิตเพื่อให้คงพื้นที่ซากุระไว้เป็นมรดกของชาติและเป็นปอดของเมือง ดูแล บำรุงรักษา และตัดแต่งต้นซากุระอย่างถูกวิธีเพื่อให้ซากุระเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ รวมทั้งคอยย้ำเตือนถึงขนบประเพณีที่ถูกต้องและเหมาะสมในการชื่นชมซากุระ  ขอบอกนะครับ ซากุระต้นใหญ่ยักษ์ทั้งหลายตามปราสาทต่าง ๆ ของญี่ปุ่นที่เรา ๆ ไปถ่ายรูปมาอวดกันล้วนเกิดจากฝีมือคุณตาทั้งนั้นครับ

ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ปกป้อง (protect) ต้นซากุระ แต่ดูแล (take care) มัน ท่านเห็นว่าการปกป้องทำเพื่อให้มันคงอยู่ แต่การดูแลต้องใส่ใจลงไป ไม่ใช่แค่ทำให้ผ่าน ๆ ไป หากต้องเข้าถึงและเข้าใจมัน ท่านยกตัวอย่างการปูพื้นทางเดินว่าต้องห่างจากโคนต้นพอที่จะทำให้ระบบรากของต้นไม่กระจายได้ตามธรรมชาติ และเพื่อให้น้ำไหลลงไปถึงรากไม้ได้สะดวก ไม่ใช่สักแต่ปูพื้นหรือเทคอนกรีตจนทับระบบรากของต้นไม้อย่างที่ไหน ๆ เขาทำกัน การตัดแต่งก็ต้องคำนึงถึงรูปทรงและการรักษาชีวิตของต้นไม้ด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าตัด ๆ ให้มันด้วน ๆ ไป

การทำงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของคุณตาท่านนี้และบรรพบุรุษ ทำให้คนแห่กันไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่นปีละหลายสิบล้านคน สร้างความสุขให้แก่ผู้คน สร้างรายได้ให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล และเผยแผ่ศิลปะวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

นี่คือผลของการทำงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ มันสร้างผลงานที่มีคุณค่า

ทำเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นความมหัศจรรย์.














วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

ก้าวที่พลาดไป โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนมีภารกิจต้องเดินทางไปบรรยายพิเศษที่ต่างจังหวัด จึงมีโอกาสใช้บริการท่าอากาศยานดอนเมืองที่ตอนนี้กลับมาคลาคล่ำไปด้วยผู้คนอีกครั้งหนึ่งเพราะโลว์คอสต์แอร์ไลน์มาเบสที่นี่กัน

ขณะนั่งรออยู่ที่เกตในช่วงเย็น ผู้เขียนสังเกตว่ามีเด็กหนุ่มสาวจากต่างจังหวัดใช้บริการสายการบินมาก หลายคนมากับผู้ปกครอง หลายคนเดินทางคนเดียว แม้จะดูเหนื่อยล้า แต่ทุกคนก็วุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ของตัวเอง หลายคนมีหูฟังครอบไว้ราวกับจะตัดขาดจากโลกวุ่นวายที่รายล้อม

ฟังเด็กกลุ่มที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กับผู้เขียนคุยกัน จึงได้ความว่าเขามาจากจังหวัดต่าง ๆ กัน แต่บินมาเรียนพิเศษกันที่กรุงเทพฯ บ้างก็มาวันศุกร์ บ้างก็มาวันเสาร์ กลับอาทิตย์เย็น ทำอย่างนี้เป็นปกติธุระ

ด้วยความเผือก ผู้เขียนจึงย้ายที่นั่งไปตามมุมอื่น ๆ ที่มีเด็ก ๆ ชุกชุม ปรากฏว่าหูไม่ฝาด เพราะได้ความอย่างเดียวกัน

ใจหายนะครับที่ได้เห็นและได้ยินอย่างนี้ ที่ใจหายเพราะข้อเท็จจริงนี้เป็นตัวชี้วัดว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสติปัญญาของเด็กไทยก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ยิ่งนานวัน ช่องว่างระหว่าง "คนมี" กับ "คนไม่มี" ดูจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

การเรียนในระบบดูเหมือนจะดี เพราะมีโรงเรียนดัง ๆ เยอะ .. แต่เด็กเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจากโรงเรียนดังหรือไม่ดัง ต้องพึ่งพาอาศัยบริการสอนพิเศษ ... และพัฒนามาถึงขั้นบินมาเรียนพิเศษกันแล้ว ... นี่มันอะไรกัน!!!

จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องของ "ความมี" กับ "ความไม่มี" เพราะเด็กทุกคนควรต้องได้รับบริการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ "เท่าเทียมกัน" ส่วนว่าเด็กคนไหนจะรับได้มากน้อยเพียงใด ก็สุดแต่ว่าเด็กมีบุคลิกภาพ ศักยภาพ และความถนัดในทางใด ไม่ใช่่ "คนมี" มีโอกาสมากกว่า "คนไม่มี" เช่นนี้

เราก้าวพลาดไปแล้ว แต่ดูเหมือนพวกเราไม่ยอมรับว่าเราก้าวพลาด และยังดื้อดึงที่จะเดินตามทางนี้ต่อไป ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สังคมและประเทศชาติของเราจะเป็นอย่างไร

อย่ามัวแต่ทำแผนบนแผ่นกระดาษ อย่ามัวพูด ... ช่วยกันลงมือทำเถิดผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

ถ้าไม่ทำ เท่ากับคนรุ่นเรากำลังทำลายคนรุ่นถัด ๆ ไปด้วยตัวของเราเอง

ถ้าคิดไม่ออก ลองเปิดรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนครับ

ผมว่าเราช่วยกันคิดได้.

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

วิชาความคิดสร้างสรรค์ โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ผมไม่ได้เรียนกับศาสตราจารย์ Tina Seelig ซึ่งเป็น Executive Director of Stanford Technology Ventures Program มหาวิทยาลัย Stanford โดยตรง แต่อาศัยเรียนกับเธอผ่านการถ่ายทอดสดรายการ First Class ทาง NHK World TV

ผมว่าเธอสอนสนุกดีและมีประโยชน์มาก น่าเสียดายเป็นรายการกึ่ง ๆ วิชาการ ไม่สวมหน้ากาก ไม่มีตบจูบ ไม่มีบทยิงกันสนั่นจอราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ไม่มีบทตบตีแย่งเมียชิงผัวกัน ไม่มีฉากบนเตียง ไม่มีดราม่า ไม่มีพูดมึงพูดกูออกอากาศ ที่สำคัญสอนเป็นภาษาอังกฤษ เลยไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเรา

เมื่อวันก่อนเธอสอนเรื่อง Creativity ผมว่าน่าสนใจจึงคิดว่าสรุปมาแบ่งปันกันดีกว่า เผื่อเป็นไอเดียในยุคปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันคิด ร่วมกันลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อลูกเพื่อหลานไทยในเจนเนอเรชั่นถัด ๆ ไป

ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) Professor Seelig บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม (Innovation) ถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมไม่เกิด เรื่องนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าคิดจะให้มีนวัตกรรม ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ก่อน ไม่งั้นคงไปต่อยาก เพราะทุกอย่างจะวนอยู่ในกรอบคิดเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ ร่ำไป บรรยากาศไม่ดี สุนทรีย์ไม่เกิด อะไรทำนองนั้น

Professor Serling ให้ความเห็นว่าสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของคนมีความคิดสร้างสรรค์ (1) ช่างสังเกต (Observation) - ช่างสังเกตกับช่างเผือกนี่ต่างกันนะครับ ต้องแยกแยะให้ดี และ (2) ชอบความท้าทาย (Challenge assumption)

สำหรับปัจจัยที่จะผลักดันให้คนมีความคิดสร้างสรรค์นั้น เธอยกตัวอย่างสภาพแวดล้อม (Space) เช่น ตอนเรียนอนุบาลเด็ก ๆ จะมีพื้นที่รอบตัวกว้างมาก มีสนามเด็กเล่น มีสีสัน มีอะไรให้สมองพัฒนามาก พอเรียนสูงขึ้นไปพื้นที่สำหรับเรื่องเหล่านี้จะแคบลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเหลือแค่โต๊ะเลคเชอร์เล็ก ๆ พับได้ในห้องบรรยายสี่เหลี่ยมที่ไม่มีสีสรร แถมพอจบออกไปทำงาน modern office ก็จัดเป็นล๊อก ๆ แคบ ๆ หน้าตาเหมือนกันทุกล๊อกชวนหดหู่อีก ซึ่งมาพร้อมกับกฎระเบียบแบบแผนร้อยแปดพันประการที่ต้องปฏิบัติตาม เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ใครมันจะไปคิดอะไรใหม่ ๆ ออก แค่ทำตาม ๆ job description และกฎระเบียบก็ได้เงินเดือนไปใช้ง่าย ๆ แล้ว จะต้องไปคิดอะไรกันไปทำไม บริษัทใหญ่ ๆ เขาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เขาจึงพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน ยิ่งพนักงานมีพลังสร้างสรรค์ การทำงานยิ่งมีประสิทธิภาพ

นอกจากสภาพแวดล้อม หัวหน้าก็เป็นปัจจัยสำคัญเธอว่า ลองไปเจอหัวหน้าบ้าอำนาจเข้า ความอยากคิดอะไรใหม่ ๆ เป็นไม่มี เพราะคิดไปก็เท่านั้น

เรื่องเวลาก็สำคัญ เธอว่าจะเอาความคิดสร้างสรรค์มันคงต้องใช้เวลาบ้าง กว่ามันจะแล่บออกมาได้ หรือกว่าจะลองผิดลองถูกเสร็จ มีคนเปรียบเทียบว่าง่ายเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป แต่ลองไปอ่านประวัติการพัฒนาบะหมี่สำเร็จรูปดูสิครับ ท่านจะพบว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้บะหมี่สำเร็จรูปเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่เธอกล่าวถึงคือทีมงานและองค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่พร้อมจะยอมรับและทดลองสิ่งใหม่ ไม่ใช่สักคิดแต่ว่าของเก่ามันดีอยู่แล้วตะพึดไป มันจะดีตลอดกาลไม่ได้เพราะโลกมันหมุนไปข้างหน้า โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าความคิดแบบนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เธออธิบายมาข้างต้น เรามี Space ที่จำกัดลงเรื่อย ๆ ในชีวิต เราจึงอยู่แต่ใน Space ของเรา หวงแหนและไม่อยากให้ใครเข้ามาใน Space ของเรา พูดง่าย ๆ ก็คือไม่อยากเปลี่ยนแปลงใด ๆ (จริง ๆ ตอนฟังที่เธอบรรยายใจผมมันแปลคำว่า Space ตรงนี้ว่า "กะลา" โดยไม่ได้ตั้งใจ)

ในประเด็นนี้ Professor Seelig บอกว่าไม่ใช่ว่าความคิดสร้างสรรค์ทุกเรื่องมันจะสำเร็จตามเป้าหมาย แต่การได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม แม้มันจะไม่เป็นไปตามเป้า แต่การยอมรับความผิดพลาดมันจะช่วยทำให้ทีมและคนในองค์กรเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นและพัฒนาขึ้น ไม่หยุดอยู่ที่เดิม และเป็นธรรมชาติที่คนปกติที่จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก Seelig ย้ำว่าความล้มเหลวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใดสำเร็จได้โดยไม่ล้มลุกคลุกคลานกันมาก่อน ถ้าว่ากันแบบไทย ๆ ก็คือผิดเป็นครูนั่นเอง

นอกจากเรื่องสภาพแวดล้อม ทีมงาน เวลา วัฒนธรรมองค์กรแล้ว Seelig ให้ความสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติ (Attitude) ที่เชื่อมั่นว่า "ทุกคนทำได้" (You could) การให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจกัน รวมทั้งให้กำลังใจกันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เอาแต่โทษนั่นโทษนี่เรื่อยไป

ตอนจบรายการเธอไม่ได้สรุปอะไร แต่ให้นักเรียนนักศึกษาหนุ่มสาวในห้องวิ่งไปหาเพื่อน 2 คน ใน 2 นาที เพื่อเขียนในกระดาษ post-it ว่าพวกเขาได้อะไรจากคลาสในวันนี้

ภาพสุดท้ายของรายการนี้ตัดไปที่ post-it ใบหนึ่ง บนนั้นเขียนว่า

"Impossible is nothing" ครับ.










วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดูงานเพื่อการพัฒนา โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

หลักการสำคัญประการหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 นั้นได้แก่การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ



หากใครอ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่ามีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวอยู่หลายที่หลายแห่งมาก จนกระทั่งหลายท่านเข้าใจไปว่าเขียนซ้ำหรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เขียนซ้ำครับ แต่ "ย้ำ" ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องพื้นฐานของทุกสังคม ตั้งแต่ครอบครัว ญาติมิตร ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และเมื่อมีส่วนร่วมแล้ว ที่ตามกันติด ๆ ก็คือการพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล การยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การยอมรับกฎกติกา และการยอมรับเสียงข้างมาก เหล่านี้เป็น "จิตวิญญาณ" ของประชาธิปไตยครับ



ถ้าขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวข้างต้นไป มันไม่ "เป็น" ประชาธิปไตยหรอกครับ ถึงคนพูดจะพร่ำคำว่าประชาธิปไตยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ตาม



ตอนนี้การดูงานในต่างประเทศของหลักสูตรต่าง ๆ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในสังคมว่าได้ผลไม่คุ้มค่า หลายท่านดูงานจนรู้จักเมืองเวนิสมากกว่าอำเภอบางคนทีเสียอีก จนหลายต่อหลายท่านเสนอให้ยกเลิกการดูงานไปเลยก็มีทั้งที่ตอนมีอำนาจท่านก็ไปดูงานบ่อย ๆ



ผมไม่ถึงกับเสนอให้เลิกครับ เพียงแต่จะเสนอให้ทำในประเทศแทน และเปลี่ยนวิธีดำเนินการเสียใหม่เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายของร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ



ผมเสนอว่าหลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีบุคลากรจากหลายหน่วยงานมารวมกันทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และเอกชนนั้น แทนที่จะไป "ดูงาน" ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ให้เปลี่ยนเป็นไป "ทำประชาคม" ร่วมกับชุมชนต่าง ๆ ที่ยังขาดแคลนทั่วประเทศหลักสูตรละอย่างน้อย 1 ชุมชน ไปช่วยเขาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะพัฒนาชุมชนเป้าหมายอย่างไรให้กลับมามีชีวิตชีวา (revitalization) อย่างยั่งยืน (sustainability) เพราะคนที่เข้ารับการอบรมนี่ระดับอ๋องทั้งนั้นอยู่แล้ว รู้ว่ายุทธศาสตร์ชาติคืออะไร แนวทางปฏิรูปเป็นอย่างไร นโยบายรัฐบาลไปทางไหน ถ้าไปรวมหัวกันคิดกับประชาชนและชุมชนในท้องที่ว่าควรจะกำหนดทิศทางการพัฒนากันอย่างไร ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จะได้รับรู้ปัญหาพื้นฐานของรากหญ้าจริง ๆ จะได้ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามากกว่าไปดูงานต่างประเทศ แล้วมาบ่นกันว่าบ้านเราทำอย่างเขาไม่ได้หรอก เอกชนที่เข้าร่วมการฝึกอบรมอาจให้ไอเดียดี ๆ ได้ด้วย เพราะผมสังเกตว่าเวลาผู้เข้ารับการอบรมอยู่ร่วมกันนั้น ทุกคนเป็นเพื่อนกัน ไม่มี "กรม" ไม่มีรัฐไม่มีเอกชนมาเป็นอุปสรรค และนั่นจะทำให้มีการบูรณาการในการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเป้าหมายร่วมกันได้อย่างแท้จริง



อ้อ .. เวลาจัดประชาคมนี่อย่าจัดตามโรงแรมนะครับ ให้ไปทำในชุมชนเลย ไปแบบที่องค์กรภาคเอกชนเขาเข้าไปหาประชาชนน่ะ ไปแบบบ้าน ๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอย่างราชการ เลิกเสียทีเถิด จะได้เป็นประชารัฐจริง ๆ



เมื่อทำอย่างว่านั้นแล้ว ให้ทำรายงานเสนอและเปิดเผยให้ประชาชนทราบทั่วไปด้วย แล้วให้ส่งรายงานนั้นไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเขาพิจารณาดำเนินการต่อไป



เดี๋ยวนี้หลักสูตรเยอะเหลือเกิน ถ้าให้ทำทุกหลักสูตร และห้ามซ้ำพื้นที่ ผมว่าสักสองสามปีก็ทั่วประเทศแล้วครับ ถ้าครบทั่วประเทศแล้วให้เริ่มหลักสูตรชั้นสูง เพื่อไปประเมินว่าที่ชุดแรกเขาทำไว้นั้นมันไม่สำเร็จเพราะอะไร จะแก้ไขอย่างไร ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ บ้านเมืองคงดีขึ้นสักวันนึงละน่า



ฝากไว้พิจารณาครับ.