วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ต้องพัฒนาเด็กเล็กอย่างเร่งด่วน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

การจัดการศึกษาเรียนรู้ต้องคำนึงถึงบุคลิกลักษณะ ความสามารถ รวมทั้งความถนัด (personality) อันแตกต่างของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์แต่ละคนมีบุคลิกลักษณะ ความสามารถ และความถนัดที่แตกต่างกัน การจัดการศึกษาเรียนรู้แบบ one size fit all จึงไม่ได้ส่งเสริมความสามารถ ศักยภาพ และสมรรถภาพของมนุษย์ หากเป็นการทำให้มนุษย์เหมือน กัน ซึ่งทำลายความแตกต่างอันเป็นคุณค่าของมนุษย์แต่ละคนอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังทำให้ผู้เรียนซึ่งมีทักษะความสามารถไม่ตรงหลักสูตรเบื่อหน่ายและทิ้งการเรียนไปอย่างน่าเสียดาย 

นี่ยังไม่ได้พูดไปถึงปัญหาอันเกิดจากการที่กลุ่มที่หันหลังให้ระบบการศึกษาเรียนรู้ไปก่อเรื่องก่อราวมากมายในสังคมนะครับ ไม่เชื่อลองสังเกตดูครับว่าอายุของผู้กระทำความผิดในคดีรุนแรงนั้นยิ่งวันยิ่งอายุน้อยลงเรื่อย ๆ น่ากลัวนะครับนี่

ผู้เขียนเห็นว่าการจัดการศึกษาเรียนรู้ที่คำนึงถึงบุคลิกลักษณะ ความสามารถ รวมทั้งความถนัดของแต่ละคน จึงจะสอดคล้องกับข้อ 13 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียง "จัดให้มี" กระบวนการมาตรฐานสำหรับการศึกษาเรียนรู้เท่านั้น

จากการศึกษาของมูลนิธิ LEGO ที่ใช้เวลาวิจัย 20 ปีติดต่อกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรายใหญ่ของโลก หรือบริษัท LEGO เขาพบว่ามนุษย์แห่งอนาคตต้องได้รับการพัฒนา soft skill ตั้งแต่ในช่วงเด็กเล็ก (0-2) ขวบ เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ในการปลูกฝัง soft skill อันได้แก่ความสามารถในการสื่อสาร (communication) การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ (collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (creativity) โดย soft skill เหล่านี้จะทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นสนใจที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะชีวิตต่าง ต่อเนื่องไปจนตาย นี่จึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่จัดหลักสูตรนู่นนี่ให้เข้าเรียนทุกช่วงวัยอย่างที่ทำ ๆ กัน นั่นมันเป็นเพียงวิธีการหนึ่งเท่านั้น

มูลนิธิ LEGO เสนอว่าเด็กเล็กไม่ต้องเรียนรู้ด้านวิชาการ แต่ต้องเน้นให้เด็กรู้จักรับผิดชอบตนเอง รู้จักการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์

กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จัดการศึกษาตามแนวทางที่ว่านี้ โดยในวัยเด็กเล็กนั้น เขาเน้นพัฒนาเด็กเล็กให้มี core values สำคัญอันได้แก่การรู้จักตนเอง (self awareness) รู้จักจัดการตนเอง (self management) รู้จักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (social awareness) รู้จักตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม (responsible decision making) และรู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่แตกต่างอย่างเข้าใจ (relationship management) และจะค่อย พัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักบริหารความเปลี่ยนแปลงต่าง ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจ ฝักใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และรู้จักตอบแทนสังคม

เป้าหมายของสิงคโปร์ในการจัดการศึกษาเรียนรู้จึงไม่ใช่การผลิดนักเรียนให้ได้จำนวนที่กำหนด แต่เป็นการสร้างคนให้มีทักษะตามที่กำหนด ดังต่อไปนี้
1. Civil literacy, global awareness and cross-cultural skill
2. Critical and inventive thinking
3. Communication, collaboration and information skills

ผู้เขียนขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยมากระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวข้างต้น จะเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานไทยของเรา มากกว่าจะไปมุ่งเรื่องโครงสร้าง ตำแหน่ง อัตรากำลัง หลักสูตร หนี้สิน ฯลฯ เพราะถ้าเป้าหมายชัดเจน เราจึงจะไปจัดโครงสร้างอะไรเหล่านั้นได้ถูกต้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย



ถ้าจะพัฒนาชาติ ต้องเริ่มที่การพัฒนาเด็กเล็กครับซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเน้นย้ำเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในหมวดการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

เราละเลยเด็กเล็กมานานมากแล้ว เห็นทีจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเสียแล้ว

น่าเสียดาย ไม่มีใครสนใจเลย.

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง 2 โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตระหนักดีว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของชาติ ถ้าเราสามารถสร้างคนที่มีความรู้คู่คุณธรรม มีเหตุมีผล รู้ผิดชอบชั่วดี ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคมส่วนรวมได้ ประเทศชาติก็จะมีความสงบสุขและพัฒนาต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

จากข้อมูลของทุกประเทศทั่วโลก เราพบว่าอัตราประชากรต่อเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายนั้นแตกต่างกันมากมายมหาศาล เช่น ประเทศไทยมีพลเมืองในราว 66 ล้านคน แต่มีตำรวจในราวสองแสนนาย ญี่ปุ่นมีพลเมืองราว 125 ล้านคน แต่มีตำรวจในราวสามแสนนาย เป็นต้น ข้อเท็จจริงข้างต้นชี้ชัดว่าการที่สังคมมีความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของตำรวจ หากแต่อยู่ที่ "คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์" ของแต่ละประเทศ ถ้าประเทศใดมีพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ปัญหาการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ก็จะลดน้อยลง เอาเวลาไปพัฒนาประเทศได้

ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และมีความสำคัญเร่งด่วนลำดับแรก 

อย่างไรก็ดี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่การพัฒนาการศึกษาอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับครอบครัวและชุมชน รวมทั้งค่านิยมต่าง ของสังคมด้วยเพราะมนุษย์อยู่รวมกันเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นสังคม เราจึงไม่อาจพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการพัฒนาการศึกษาอย่างเดียวได้ แต่ต้องพัฒนาแบบองค์รวม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญการพัฒนามนุษย์ในภาพรวมต้องใช้เวลาดำเนินการเพราะนอกจากต้องลบล้างความคิดผิด ที่เคยถูกปลูกฝังกันมานมนานแล้ว เช่น กฎมีไว้แหก ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แป๊บนึงไม่เป็นไรหรอก คนอื่นเขาก็ทำกันทั้งนั้นไม่เห็นจะเป็นไรเลย ถ้าพวกนั้นทำได้ ฉันก็ทำได้ ไม่มีใครเห็นหรอก ฯลฯ  เรายังต้องบ่มเพาะทัศนคติที่ถูกต้องไปพร้อม กันด้วย ซึ่งงานแบบนี้ยากมาก และแตกต่างจากงานโครงการที่เห็นผลทันตา

กล่าวเฉพาะด้านการศึกษา ผู้เขียนติดตามวิธีการคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กในวัยเรียน จึงได้พบว่าประเทศที่เด็กมีความสามารถสูงเขามีหลักคิดตรงกันคือ "ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" ไม่ใช่คิดแบบยึดครูหรือกระทรวงการศึกษาเป็นศูนย์กลาง 

เมื่อยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เขาจะคิดจากเด็กออกไป แล้วเขาก็พบว่าเด็กแต่ละคนมีบุคลิกลักษณะ ความชอบ และความถนัดแตกต่างกันไป ไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ไอน์สไตน์เล่นบาสสู้ไมเคิล จอร์แดน ไม่ได้แน่ๆ เชฟมิชลินสามดาวทั่วโลกไม่สามารถวิ่ง 100 เมตร ชนะลูเซียง โบลท์ และแน่นอนคงยากที่มาร์ค ซักเคอร์เบอร์ก จะกลึงโลหะให้เนียนเหมือนช่างกลึงแถวบ้านหม้อ ดังนั้น วิธีจัดการศึกษาของเขาจึงมิใช่การจัดแบบ one size fits all หากต้องจัดให้เด็กได้รับการพัฒนาให้ตรงตามบุคลิก ความชอบ และความถนัดของแต่ละคน พูดง่าย คือ ชอบทางไหน ส่งเสริมเขาไปทางนั้น เพราะเมื่อเขารักเขาชอบเขาถนัด เขาจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และจะทำได้ดี แล้วพอเรียนจบภาคบังคับที่เน้นทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม และการเป็นพลเมืองดี พวกเขาก็สามารถออกไปประกอบอาชีพที่ชอบได้เลย เป็น start-up แล้วรัฐก็ส่งเสริมให้มีการประกอบอาชีพที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ Creative economy ครูตามวิธีคิดแบบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน (teacher) แต่เป็นผู้ที่คอยสังเกตสังกา ชี้แนะ และส่งเสริม (instructor) ให้เด็กเดินไปในทางที่เขามีแวว 

โดยวิธีคิดนี้หลายประเทศสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของเขาจากระบบเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงาน ไปเป็นระบบเศรษฐกิจของผู้ประกอบการทั้งเล็ก-กลาง-ใหญ่ได้ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน จึงไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมประเทศที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางเขาจึงมีผู้ประกอบการ SMEs มากมายจนเราอยากเลียนแบบ แต่ความสำเร็จที่ว่านี้ก็ไม่ได้มาชั่วข้ามคืนนะครับ ปั้นคนต้องค่อย ปั้น ทุกคนมีวิถีของตัวเอง ไม่มีสำเร็จรูปแบบบะหมี่หรอก

ทราบไหมครับว่าหัวเรียวงามของรถไฟชินกันเซนอันทันสมัยไฮเทคน่ะ มันดีไซน์โดยคอมพิวเตอร์ แต่การทำมันออกมาจริง น่ะฝีมือช่างกลโรงงานล้วน ตีด้วยมือนะครับ ตอนนี้กำลังมีปัญหาว่าช่างที่มีอยู่นี่อายุมากแล้ว ผลิตคนมาแทนไม่รู้จะทันหรือเปล่า

ตรงข้ามครับ ถ้าเราจะพัฒนาการศึกษา แต่ยังยึดครูและกระทรวงการศึกษาเป็นตัวตั้ง เขาก็จะมองและคิดแก้ไขปัญหาของเขาก่อน ปรับปรุงโครงสร้าง ตำแหน่ง อัตรา ค่าตอบแทน หลักสูตร ตำรา วิธีการเรียนการสอน วิธีการประเมินผล การใช้เทคโนโลยีล้ำเลิศเขามาใช้ ฯลฯ เป็นสำคัญ นัยว่าถ้าบรรดาเรื่องเหล่านี้ปรับปรุงสำเร็จ เด็กจะได้รับการพัฒนาดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในทัศนะของผู้เขียน มันยากที่จะเป็นไปได้ และข้อเท็จจริงที่ประสบมาในชีวิต ผู้เขียนว่าทุกคนสามารถยืนยันได้ว่าความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาที่ยึดครูและกระทรวงการศึกษาเป็นตัวตั้งไม่เคยเกิดขึ้นจริงไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้

เรามาเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำกันดีกว่าครับ ปล่อยช้าไปไม่ได้แล้ว คนอื่นเขาเดินไปข้างหน้ากันไกลแล้ว เหนื่อยก็ต้องทำ



ลูกหลานของเราทั้งนั้นครับ.

วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เหตุที่เด็กไม่อยากเรียน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

เด็กเป็นอนาคตของชาติเพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ถ้าเด็กได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องเหมาะสม เขาจะเติบโตอย่างมีคุณภาพและเป็นกำลังที่มีคุณภาพของชาติในอนาคต สามารถดูแลรักษาชาติบ้านเมืองในบริบทโลกในยุคของเขาได้อย่างสง่างาม

การพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพและเจริญเติบโตให้เหมาะสมกับวัย มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีความรู้ถูก รู้ผิด รู้ว่าอะไรชอบ อะไรชั่ว อะไรดี จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนเขาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์วัยจนเติบใหญ่ หลายประเทศลงทุนดูแลมาตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์กันเลยทีเดียว ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติยืนยันหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 48 มาตรา 54 มาตรา 258 จ. และมาตรา 261

ผู้เขียนย้ำว่าประเทศที่พัฒนาไปไกล ๆ น่ะ เขาให้ความสำคัญกับ "คุณภาพในการพัฒนาเด็ก" นะครับ ไม่ใช่ "ปริมาณหรือจำนวนเด็กที่ผ่านกระบวนการพัฒนา" เพราะถ้าใช้ปริมาณเด็กที่ผ่านกระบวนการพัฒนามาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาเด็ก จะมีเด็กที่ผ่านกระบวนการพัฒนามากมาย แต่ไม่รู้ว่ามีสักกี่มากน้อยที่มีคุณภาพ

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะใช้ตัวชี้วัดด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพครับ เพราะมันง่าย ตัวเลขผลผลิตจะดูเยอะดี แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ผู้คนไร้ระเบียบวินัย เห็นแก่ตัว ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาต่าง ๆ แทนการคิดวิเคราะห์และใช้เหตุผลมาพูดคุยกัน ทีนี้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองก็จะตามมาเป็นพรวนทีเดียว

ดูสถิติอาชญากรรมของประเทศเหล่านี้ก็ได้ครับ เราจะตกใจที่พบว่าอายุของผู้กระทำความผิดกฎหมายในคดีต่าง ๆ ของประเทศที่ใช้ปริมาณหรือจำนวนเด็กที่ผ่านกระบวนการพัฒนาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาเด็กนั้น จะลดลงเรื่อย ๆ อันนี้น่ากลัวมากนะครับ เพราะเด็กรุ่นนี้เขาก็จะมีลูกมีหลานต่อไปอีก แถมมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยด้วย ถ้าเขาขาดคุณภาพ ลูกหลานของพวกเขาจะมีคุณภาพที่ดีได้อย่างไร

เรื่องนี่สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องการเมืองนะครับ แต่ประเด็นนี้คงขายไม่ได้ เพราะการพัฒนาต้องใช้เวลา เลยไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไร วัน ๆ จึงมีแต่ข่าวใครทะเลาะกับใคร ใครพูดจาส่อเสียดแดกดันใคร เพื่อให้อีกฝ่ายมาตอบโต้เพื่อจะได้เป็นข่าวในวันต่อ ๆ ไป ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อจะตาย

วกกลับมาถึงเหตุที่เด็กไม่อยากเรียนตามที่ตั้งหัวข้อไว้ดีกว่า เดี๋ยวจะกู่ไม่กลับ

ญี่ปุ่นที่เราซูฮกว่าเขามีระบบการพัฒนาเด็กที่มีคุณภาพสูงเขาก็มีปัญหาเด็กไม่อยากเรียนนะครับ ไม่ใช่ไม่มี เขาเรียกอาการไม่อยากไปโรงเรียนว่า Futoukou ถ้าเป็นหนักเข้าจะกลายเป็นพวกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน หลีกหนีสังคม เอาแต่อยู่ในโลกเสมือน ท่องเน็ต เล่นเกมส์ หรือไม่ก็อ่านการ์ตูน หรืออาการ Hikikomori ทีเดียว

ผู้เขียนว่าสังคมไทยในยุคดิจิทัลนี่ถึงจะตามหลังญี่ปุ่นอยู่แบบห่าง ๆ แต่เราศึกษาเตรียมไว้ก่อนก็ดีนะครับ จะได้รับมือถูก

เมื่อสักสิบปีก่อน เขาศึกษาพบว่าเหตุที่เด็กไม่อยากเรียนหรือไม่อยากไปโรงเรียนนี่มีหลายสาเหตุ ยิ่งพวกลูกคนเดียวที่บ้านนอบอุ่นนี่ยิ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะไปโรงเรียนแล้วเจอประสบการณ์ถูกเพื่อนแกล้งหรือทำร้ายเลยเกิดอคติต่อการไปโรงเรียน นอกจากนี้ เขาว่าระบบการเรียนและค่านิยมของสังคมญี่ปุ่นสร้างความเครียดให้เด็กสูงมากตั้งแต่ก่อนอนุบาลด้วยซ้ำไป มีการแข่งขันสูงมาก โรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมที่มีชื่อเสียงต้องสอบเข้า บริษัทห้างร้านนี้จะรับคนเข้าทำงานจากโรงเรียนหรือมาหวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเท่านั้น อีกทั้งพ่อแม่คาดหวังในตัวลูกสูงมากว่าต้องสำเร็จการศึกษาในสาขาที่มีรายได้ดี มีเกียรติ จากโรงเรียนดี ๆ มหาวิทยาลัยดี ๆ โดยมองข้ามความถนัดของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ถ้าเทียบกับบ้านเราคือเด็กเก่งต้องเป็นหมอหรือเป็นวิศวกรกันตะพึดไป เด็กเรียนเก่งครูจะรักเป็นพิเศษ ถ้าเรียนได้คะแนนไม่ดี จะต้องถูกเคี่ยว เขามีเรียนพิเศษเหมือนกันนะครับ โรงเรียนกวดวิชานี่เรียกว่า Juku เด็กก็เบื่อที่ต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด พาลเครื่องดับเอาดื้อ ๆ ทะเลาะกับพ่อแม่อีกต่างหาก เป็นปัญหาครอบครัวไปอีก นี่ยังไม่รวมปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ขายบริการทางเพศ และอบายมุขทั้งปวงนะครับ

วิเคราะห์ได้ดังนี้เขาจึงพยายามปรับปรุงทั้งระบบการศึกษาและทัศนคติของทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และบริษัทห้างร้านไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ปรับแต่หลักสูตรหรือโครงสร้าง เขามุ่งพัฒนาเด็กเล็กให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีทักษะทางสังคม มีความรู้พื้นฐานทางการคำนวณและทางภาษาในการใช้ชีวิตประจำวัน มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงตามวัย พอเป็นวัยรุ่นรู้ทางตัวเองว่าชอบทางไหน ถนัดทางไหน ก็ส่งเสริมไปทางนั้น ไม่ต้องจบมหาวิทยาลัยได้ปริญญากันทั่วทุกหัวระแหง เมื่อจบภาคบังคับแล้ว ถ้าชอบกีฬาก็ไปเป็นนักกีฬา เขาสนับสนุนการกีฬาอาชีพเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ จนมีนักกีฬาญี่ปุ่นไปเล่นในลีกดัง ๆ ทั่วโลกมากมาย หรือไม่ก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬาไปเลย ถ้าชอบทำอาหาร ชอบออกแบบ ชอบดนตรี ชอบการแสดง ฯลฯ ก็ไปทางนั้น ไปประกอบอาชีพเลย เขาสนับสนุนการประกอบการในทุกด้าน ไม่ต้องมุ่งเรียน ม ปลาย เพื่อเข่้ามหาวิทยาลัยให้ได้ปริญญาแล้วไปเป็นลูกจ้างเหมือนยุค Baby Boomer อีก ไม่รู้เขาเรียกว่า Start up หรือเปล่า แต่ให้เรียนรู้จากกิจการเล็ก ๆ เดี๋ยวเขาก็พัฒนากิจการของเขาเองได้ เรียกว่าเข้มแข็ง ไม่ต้องง้อรัฐ หรืออย่างชอบเกษตร ก็ไปทำเกษตร รัฐเขาพัฒนาระบบสหกรณ์รองรับ ยิ่งเดี่ยวนี้มีดิจิทัลเข้ามา ขายผ่านระบบดิจิทัลได้อีก มีการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data มาใช้ในการคิดวิเคราะห์วางแผนการผลิตและการตลาดด้วย ไปนั่นเลย

ใครชอบดูรายการทีวีเกี่ยวกับอาหารจะพบว่าเด็กญี่ปุ่นที่ชอบทำอาหารนั้น เมื่อจบภาคบังคับเขาจะออกไปทำงานหาประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ แล้วมาตั้งร้านอาหารเลี้ยงตัวเองและครอบครัว มีเชพญี่ปุ่นมากมายที่ได้มิชลินสตาร์ เป็นอาทิ

ดูเขาไว้เป็นแนวทางบ้างก็ไม่น่าจะเสียหายนะครับ.

วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

Big Data โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ช่วงนี้ดูเหมือนคำว่า Big Data จะฮอตฮิตติดลมบนมาก ใคร ก็พูดถึงกันทั้งนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนเข้าใจตรงกันหรือเปล่าว่ามันคืออะไร
ตอนแรก ผู้เขียนก็เหมือนกับหลายต่อหลายคนที่เข้าใจเอาเองว่าเจ้า Big Data คือการรวบรวมและการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ เราจะได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างเหมาะสม

แต่เมื่อไม่กี่วันนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสดูข่าวต่างประเทศข่าวหนึ่ง ทำให้เกิดพุทธิปัญญาว่าที่เข้าใจเอาเองมานานเกี่ยวกับ Big Data นั้นมันถูกนิดเดียว

ข่าวที่ว่านี้เขารายงานว่าเมื่อเดือนก่อนการท่องเที่ยวในประเทศหนึ่งบูมมาก คนแห่ไปดูดอกไม้บานกันใหญ่ ถ้าเป็นบ้านเราก็คงปลื้มกับตัวเลขนักท่องเที่ยวแล้ว แต่ประเทศนี้เขาไม่หยุดอยู่แค่นั้นครับ เขาบอกว่าเมื่อเขาวิจัย Big Data แล้วพบว่ามันกระจุกตัวอยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังไม่กี่แห่งเท่านั้น คำถามที่ตามมาก็คือทำอย่างไรจึงจะทำให้นักท่องเที่ยวกระจายไปทั่ว ได้เพื่อให้เงินของนักท่องเที่ยวกระจายไปตามพื้นที่ต่าง อย่างทั่วถึงอันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทั่ว กัน เขาว่าผลจากการวิจัย Big Data ทำให้รู้ด้วยว่าเขาคงต้องปลูกต้นไม้ในเมืองอื่น เพิ่มเติมให้คนไปดูกันตามเมืองต่าง จัดเมืองให้สวยงาม สะอาด ส่งเสริมให้มีตลาดชุมชน ขายของดีของชุมชน รวมทั้งจัดสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวก รวมทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวเพิ่มเติมด้วย และจะทำอย่างไรไม่ให้การท่องเที่ยวกระทบวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นมากเกินไป เรียกว่ามองแบบครบวงจร 

สิ่งที่เขาอธิบายต่อไปก็คือการวิจัย Big Data ของเขานั้น เขาไม่ได้ไปรวบรวมข้อมูลมากองในถังข้อมูลเหมือนธนาคารข้อมูล (Data Bank) ให้เมื่อยตุ้มเพราะมันเป็นไปไม่ได้ในโลกยุคปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มันมหาศาลมากและเกิดขึ้นทุกเสี้ยววินาที เช่น ใครไปเที่ยวไหนแล้วอัปโหลดรูปลงสื่อโซเชียลก็เป็น Data แล้ว หรือเล่นไลน์จากตรงไหนมันก็เป็น Data แล้ว แต่เขาใช้เทคนิคการตรวจสอบสัญญาณไวไฟครับเพราะเดี๋ยวนี้ใครจะไปเที่ยวประเทศเขา จะมีการเช่าพ็อกเก็ตไวไฟไปใช้กันด้วย และนักท่องเที่ยวแต่ละชาติก็มีช่องสัญญาณไม่ปะปนกัน เขาตรวจสอบจากการใช้ไวไฟครับว่านักท่องเที่ยวในภาพรวมแห่ไปตรงไหนกันบ้าง ในช่วงเวลาใด และนักท่องเที่ยวแต่ละชาติชอบไปที่ไหนกันในช่วงเวลาไหน ที่ละเอียดยิบย่อยลงไปอีกคือไปเฮกันอยู่ที่ร้านไหนอย่างไร เห็นที่เขาถ่ายภาพจอแสดงผลการใช้ไวไฟแล้วต้องยกนิ้วว่าเขาสุโค่ยจริง ขอบอก และเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลรายได้ของผู้ประกอบการ ข้อมูลปริมาณขยะ ข้อมูลการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมูลสถิติอาชญากรรม ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้การวางแผนต่าง อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่แม่นยำ ไม่ใช่มโนเอาเองซึ่งมีโอกาสผิดพลาดสูงมาก แถมต่างคนต่างมโนนี่ยิ่งจะทำให้เลอะเทอะไปกันใหญ่ อย่างที่เราคุ้นเคยกันอยู่

ผู้เขียนจึงเข้าใจว่า Big Data ไม่ใช่ Data Bank แต่เป็น "วิธีการใช้ประโยชน์" จากข้อมูลมากมายมหาศาลที่มันมีอยู่แล้วนี่แหละ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล แล้วนำผลการวิเคราะห์ที่ว่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการต่าง ไม่ใช่แค่การรวบรวมและการจัดระบบฐานข้อมูลเฉย

น่าสนใจมากนะครับเรื่องนี้ เป็นประโยชน์กับชาวบ้านร้านตลาดโดยตรงด้วย ผมว่าดีกว่าหาเรื่องทะเลาะกันเยอะแยะ 

อย่ามัวนึกถึงแต่ตัวเอง นึกถึงสังคมส่วนรวม นึกถึงลูกหลาน นึกถึงคนยุคถัดไปบ้างเถิดครับ.

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

การศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง 1 โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสไปสัมผัสระบบการพัฒนานักเรียนของนิวซีแลนด์ด้วยตนเอง เห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ควรที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครสนใจจะนำมาใช้บ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่อนาคตของชาติ 

ผู้เขียนในฐานะผู้ปกครองได้รับเชิญไปพบกับคณะครูเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนานักเรียน การที่ผู้ปกครองพบครูที่นี่แตกต่างจากที่ผู้เขียนเคยพบในบ้านเราที่เป็นการพบครูประจำชั้น 1-2 คน และพบทีเดียวกันทั้งห้อง ไม่มีเวลาให้ถามไถ่อะไรนัก เน้นเก็บเงินห้องบ้าง ขายบัตรขายโต๊ะอะไรต่าง บ้าง แต่ครั้งนี้ผู้เขียนไปพบกับคณะครู 4-5 คน เพื่อพูดคุยถึงการพัฒนานักเรียนคนเดียว ใจงี้เต้นตึกตักว่านักเรียนของเราไปทำอะไรผิดหรือเปล่าหว่า 

ด้วยความสงสัยจึงแข็งใจถามว่าทำอย่างนี้เป็นปกติหรือเปล่า เขาตอบว่าเป็นปกติเพราะเด็กแต่ละคนมีบุคลิกภาพและความสามารถแตกต่างกัน การพัฒนานักเรียนจึงต้องทำเป็นรายบุคคล จะทำเป็นกลุ่ม ไม่ได้ ว่าแล้วเขาก็นำผลการเรียนของนักเรียนมาให้ดูตามด้วยการวิเคราะห์เจาะลึกโดยมีข้อมูลประจำตัวของนักเรียนมาประกอบละเอียดยิบ ทั้งข้อมูลในชั้นเรียน ข้อมูลนอกชั้นเรียน และข้อมูลที่เจ้าของบ้านที่นักเรียนพักอยู่ด้วยรายงานมา

สำหรับนักเรียนของผู้เขียน ครูดูจากวิชาบังคับคืออังกฤษ เลข และพละ กับวิชาเลือกอีกสามวิชาคือภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการพูดคุยกับเด็กนักเรียนแล้ว เขาพบว่านักเรียนมุ่งเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยสายกฎหมาย รัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ เขาจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องวิธีคิดและภาษาของนักเรียน แม้เขาเรียนวิชาเหล่านี้ร่วมกับนักเรียนสายวิทย์และใช้ข้อสอบอัตนัยชุดเดียวกันก็จริง แต่ครูบอกว่าเวลาให้คะแนนจะต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายหรือความตั้งใจของเด็กแต่ละคน ให้คะแนนมาตรฐานเดียวกันไม่ได้ เช่น ถ้านักเรียนไปสายวิทยาศาสตร์ เขาจะตรวจให้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษแบบทั่วไป แต่ถ้าเด็กคนไหนมุ่งจะไปเรียนในสาขาที่นักเรียนของผู้เขียนสนใจ เขาจะเคร่งครัดกับวิชาภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ เอาเป็นว่าถ้าทำได้พอ กัน เด็กวิทย์จะได้คะแนนเป็นตัวเลขสูงกว่าเด็กที่มุ่งไปเรียนสายอื่น เพราะการเรียนกฎหมายก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี ต้องใช้ภาษาในการเรียนและการทำงานมากกว่าเด็กวิทย์ 

ผู้เขียนฟังแล้วทึ่งกับวิธีคิดของเขามาก นี่เป็นการพัฒนานักเรียนให้ตรงตามศักยภาพแท้ ถึงครูจะมีภาระต้องมานั่งแยกแยะว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร เขาก็เลือกที่จะทำเพื่ออนาคตของเด็ก ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่าการศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางจริง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง และไม่แปลกใจที่ว่าทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเขาจึงอยู่ในอันดับต้น ของโลก

นอกจากนี้ เขาไม่เน้นให้เด็กเอาแต่เรียน เขาว่าเด็กต้องอยู่ในสังคม ต้องมีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตสมกับวัย รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่าง เขาจึงส่งเสริมให้เด็กใช้เวลาว่างนอกจากการเรียนในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นให้มาก เขาแนะนำให้ทุกคนเข้าชมรมอย่างน้อยคนละชมรมสองชมรม และเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ เด็กในชมรมจะเป็นตัวแทนโรงเรียนในรุ่นต่าง ไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นเสมอ   จึงต้องมีการฝึกซ้อมเป็นประจำ ซึ่งเป็นการสร้างวินัยและความรับผิดชอบให้เด็กโดยปริยาย ไม่ใช่อยู่แบบตัวใครตัวมัน หรือถือประโยชน์ส่วนตัวของกูมาก่อน ผลลัพธ์ที่ดีจึงตกแก่สังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการเคารพผู้อื่น การเคารพกฎเกณฑ์ของสังคม การคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

บ้านเราท่องกันว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่เป็นจริงหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเด็กถูกส่งออกไปเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลเพื่อให้สามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ หลายคนถึงขนาดยอมจ่ายค่าแปะเจี๊ยะจำนวนมากเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนระดับท้อป แต่พอเข้าไปแล้วก็ยังไปเรียนพิเศษกันอีก กลายเป็นว่าเครื่องแบบนักเรียนเป็นชุดอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องมีของดีไว้ใส่ แต่ความรู้ต้องไปขวนขวายเอาจากการเรียนพิเศษ นับเป็นอะไรที่ประหลาดมาก เสียเงินสองต่อสามต่อ

ก็เล่าให้ฟังน่ะครับ





วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

อีกครั้งกับมาตรา 77 โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ทุกคนในสังคมต้องปฏิบัติตาม มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใครฝ่าฝืนสิ่งที่กฎหมายห้าม หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่กฎหมายกำหนด ต้องได้รับโทษ  

เพราะเหตุที่กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและมีโทษนี่เอง การตรากฎหมายแต่ละฉบับขึ้นจึง "ต้อง" ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบรอบด้าน และต้องนำความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวงมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน 

หลักการที่ว่านี้เป็นหลักการพื้นฐานในการร่างกฎหมายของประเทศประชาธิปไตยครับ "นักร่างกฎหมายไทย" ก็ยึดหลักนี้เช่นเดียวกัน วิธีทำงานจึงต่างจาก "นักออกกฎหมาย" ที่เขาเน้นความเร็วและปริมาณเป็นหลัก โดยนักร่างกฎหมายต้องคิดวิเคราะห์ให้รอบด้านประกอบกับรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อนแล้วจึงลงมือเขียน  ไม่ใช่อยู่ นึกอยากจะเขียนอะไรเป็นกฎหมายก็เขียนออกมา เพราะผลกระทบมันเยอะเนื่องจากกฎหมายใช้บังคับกับทุกคน

ตรงกันข้าม "นักออกกฎหมาย" เขาจะเน้นปริมาณเยอะ ในระยะเวลาน้อย ครับ ยิ่งออกกฎหมายได้มาก เขาถือเป็นผลงาน เวลาปั้มกฎหมายก็เอากฎหมายเก่า มาเป็นแบบหรือแนวการเขียน ไม่ได้คิดอะไรใหม่ ราวกับกฎหมายเก่ามันเป็นแบบมาตรฐาน ทั้ง ที่กฎหมายเก่าหลายฉบับที่เอามาเป็นต้นแบบเองก็มีปัญหา ก็ดันผ่าลอกมาได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เห็นอ้างกันว่ามันเป็นแบบ .. จริง ๆ โลกมันหมุนไปข้างหน้า แต่เราไปลอกกฎหมายเก่า ตรรกะมันประหลาดชอบกล .. แล้วมาบ่นกันว่ากฎหมายไม่ทันสมัย .. ทำอย่างนี้มันจะทันสมัยได้อย่างไรล่ะครับ .. มันก็วนไปวนมาอยู่นั่นเอง .. 

กฎหมายบางฉบับ นักออกกฎหมายผ่าไปเอาร่างกฎหมายที่สภายังไม่รับหลักการเพราะมีปัญหาการคัดค้านกันวุ่นวายมาเป็นแบบก็มี .. เอาเข้าไป .. ของเก่ายังไม่รอดเลย อันใหม่มันจะไปยังไงกัน

"นักร่างกฎหมาย" เขาไม่ได้คิดถึงปริมาณของกฎหมายครับ แต่เขาคิดถึง "คุณภาพ" ของกฎหมาย (Quality of Legislation) เขาคิดว่ายิ่งมีกฎหมายมาก ยิ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนมาก อย่ากระนั้นเลย ทำกฎหมายให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบท (Context) หรือความต้องการของสังคมน่าจะดีกว่า และเนื่องจากบริบทของสังคมหรือความต้องการของสังคมนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาหรือที่เรียกกันตามภาษาวิชาการว่ามันมีพลวัตร (Dynamics) แถมยุคดิจิทัลความต้องการของสังคมยิ่งเปลี่ยนเร็วหนักข้อขึ้นไปกว่าเมื่อ 40-50 ปีก่อนมากมายนัก นักร่างกฎหมายจึงต้องสังเกตสังกา (Observe) ความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ตลอดเวลา จะนั่งตีขิมเฉย ๆ ไม่ได้ สรุปได้ว่า เป้าหมายของนักร่างกฎหมายจึงได้แก่การทำกฎหมายให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม (Better Regulations for Better Lives) 

ถามว่าคุณภาพชีวิตของใครล่ะที่จะดีขึ้น คำตอบก็คือคุณภาพชีวิตของประชาชนทุก ๆ คนครับ และประชาชนที่ว่านี้คือรวมถึงประชาชนในยุคถัด ไป (Next Generation) ด้วย เพราะประชาชนในรุ่นถัด ไปย่อมมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ ที่ตำราวิชาการสมัยใหม่เขาเรียกว่า Right of the Next Generation ครับ บอกตรง ๆ ว่าความต้องการของคนในสังคมปัจจุบันและในอนาคตนั้นแตกต่างจากความต้องการของสังคมในยุคสมัยมองเตสกิเออร์ซึ่งเป็นไอดอลในใจของใครหลายคนไปไกลโขแล้ว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ได้นำหลักการร่างกฎหมายของนักร่างกฎหมายมาบัญญัติไว้ในมาตรา 77 "เพื่อประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน" ให้พ้นจากการตรากฎหมายที่ไม่มีการคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบครับ แต่มาตรานี้ดูจะเป็นที่ขัดเคืองของนักออกกฎหมายนิยมยิ่งนัก หลายท่านเกรงว่าจะทำให้ภารกิจการออกกฎหมายทำได้ยากและล่าช้า เพราะต้องเพิ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ และการวิเคราะห์ความจำเป็นในการตรากฎหมาย (regulatory impact assessment: RIA) เข้าไปด้วย แล้วจะออกกฎหมายอย่างไรกัน

คำถามของนักร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปก็คือ มาตรการที่เขียนไว้ในมาตรา 77 นั่นมันควรต้องทำไหม? ที่ผ่าน ๆ มาไม่มีการการวิเคราะห์ความจำเป็นในการตรากฎหมายอย่างจริงจัง ถามคำตอบคำ ไม่มีการศึกษาวิเคราะห์ในอย่างละเอียด กฎหมายที่ตราขึ้นจึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม แถมสร้างปัญหาใหม่ และทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ คนไม่เชื่อถือ 

การรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่ทั่วถึง จัดรับฟังให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น ผู้ได้รับผลกระทบจริง ไม่ค่อยได้มาแสดงความคิดเห็นหรอก คงมีแต่ขาประจำที่มาเน้นกินฟรี แถมจับไมค์พล่ามอยู่คนสองคนเพื่อให้เป็นข่าวตามสื่อ นอกจากนี้ ยังไม่มีการสร้างความรับรู้เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนก่อนด้วย เมื่อประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แถมยังขาดการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบอย่างจริง ๆ จัง ๆ หรือฟังไปงั้น เมื่อกฎหมายออกมาจึงถูกคัดค้านต่อต้านได้ง่าย คนในสังคมจึงไม่เชื่อไว้ก่อนเพราะไม่มีข้อมูลและที่ผ่านมาถูกหลอกจนเข็ด กฎหมายกลายเป็นเสือกระดาษ และพอเจ้าหน้าที่ที่มีไถยจิตไปเจอเสือกระดาษเข้า เชื่อไหมว่าพวกนี้มีเวทย์มนต์วิเศษที่เสกเสือกระดาษให้มีชีวิตและนำไปรีดไถชาวบ้านได้

จริง แล้วผู้เขียนเข้าใจว่านักออกกฎหมายคงอ่านมาตรา 77 ไม่เข้าใจ เพราะมาตรา 77 ที่ว่านี้เขาบอกว่ารัฐ "พึงทำ" อยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ "ไม่ใช่ต้องทำ" เพราะไม่ได้อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ เพราะ กรธ. เขารู้ว่าหรอกครับว่ากฎหมายบางเรื่องมันเอาออกรับฟังความคิดเห็นไม่ได้หรอก เช่น การขึ้น/การลดภาษี เป็นต้น เพราะมันอาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน หรือพระราชกำหนดที่ต้องตราขึ้นเป็นการด่วนและลับ จะเอาออกมาแบไต๋ก่อนได้ยังไง  

นอกจากนี้ เขาให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไป "ประกอบการพิจารณากฎหมายในทุกขั้นตอน" ครับ ไม่ได้บังคับให้ต้องไปฟังใหม่ทุกขั้นตอน เพียงแต่ว่าถ้าขั้นตอนไหนจะฟังเพิ่ม เขาก็ไม่ห้าม .. ยิ่งทำได้ก็ยิ่งดีว่างั้น จะได้รอบคอบขึ้น แต่ต้องไม่ใช่ฟังอยู่กลุ่มเดียวพวกเดียวที่มีเสียงดังออกสื่อเหมือนที่ผ่าน มา ต้องฟังกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง เพราะทุกกลุ่มคือองค์ประกอบของสังคม 

อ้อ เกือบลืมว่ามาตรา 77 นี่เขาบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายทุกรอบระยะเวลาด้วยนะครับซึ่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายฯ กำหนดไว้เบื้องต้นว่าต้องทำทุก ๆ 5 ปี หรือเร็วกว่านั้น ถ้าได้รับคำร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้อง กฎหมายไทยจะได้ทันสมัยกับเขาบ้าง ของเก่ามันก็ดีครับ แต่สำหรับยุคสมัยของมันเอง เมื่อจำเนียลกาลผ่านไปความทันสมัยมันก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ ต้อง modernise กันหน่อย ดู Software โทรศัพท์มือถือก็ได้ครับ เดี๋ยว ๆ เขาก็เตือนให้ upgrade กันแล้ว มันจะได้ทันความเปลี่ยนแปลงไงล่ะ 

ผมว่าเรามาช่วยกันพัฒนาคุณภาพของกฎหมายตามมาตรา 77 กันดีกว่าครับ จำนวนนั้นมากมายพอแล้ว ช่วยกันสร้างสิ่งดีงามกัน.